กายธรรม
ตำรากล่าวถึงกายธรรม คือกายที่เป็นพระพุทธรูปขาวใสเกตุบัวตูม ตั้งแต่กายเล็กไปถึงกายใหญ่ สาระสำคัญที่ตำราสรุปไว้ เป็นดังนี้
๑) อานุภาพของกายธรรม กำจัดกิเลสคือกำจัดอนุสัยได้ ๓ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย
๒) ดวงธรรมที่ทำให้เกิดกายธรรม เมื่อเกิดดวงปฐมมรรคแล้วก็เกิดดวงมรรคจิต แล้วเกิดดวงมรรคปัญญา แล้วเกิดกายธรรม เป็นลำดับไป นี่เป็นกรณีหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง กล่าวถึงดวงปฐมมรรคที่เจริญแล้วเกิดเป็นดวงศีล ก็เป็นดวงศีลที่่เจริญเรียกว่าอธิศีล จิตที่เจริญเรียกว่าอธิจิต ปัญญาที่เจริญเรียกว่าอธิปัญญา แล้วก็เกิดกายธรรมเป็นลำดับไป เป็นความก้าวหน้าของกายธรรมที่สามารถพัฒนาดวงปฐมมรรคให้ใสควรแก่การเลื่อนดวงปฐมมรรค ส่งผลให้คือจิตและปัญญาได้รับผลด้วย เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของการเดินวิชาปกติประจำวัน ไม่ยากอะไร ! แต่ถ้ากล่าวเป็นกฎเกณฑ์ดูจะยากหน่อย
• ตำราพูดอีกตอนหนึ่งว่า มีพุทธรัตนะ
ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ ตรงนี้ไม่ยาก
กายธรรมคือพระพุทธรูปขาวใส เกตุบัวตูม
เป็นพุทธรัตนะ ดวงธรรมในท้องของกายธรรม
คือดวงปฐมมรรคเป็นธรรมรัตนะ ใจ-จิต-
วิญญาณ ของกายธรรมเป็นสังฆรัตนะ •
ตำรากล่าวอีกว่า มีการประชุมปิฎก ๓ คือพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฏก และพระอภิธรรมปิฎก ใน “กายธรรม” นั้น หมายความว่า กายธรรมเป็นผู้เห็นความรู้ปิฎกทั้งปวง ถ้าใครยังไม่เข้าถึงกายธรรม ก็ยังไม่เข้าถึงปิฎก แต่การเข้าถึงนั้นต่างกัน คือพวกเราเรียนวิชาธรรมกาย ก็เห็นปิฎกบ้างแบบตามมีตามได้ เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง เป็นเพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น ? ตอบว่า เป็นไปตามขีดขั้นของดวงบารมี ใครบารมีแก่ เขาก็เห็นมาก ใครบารมีน้อย ก็เห็นน้อย แต่ว่าต้องเห็น อยู่แต่ว่าเห็นมากหรือเห็นน้อยเท่านั้น หมายความว่าเมื่อเราเข้าถึงกายธรรมแล้ว ส่งผลให้ตัวเราฉลาดขึ้นไม่อย่างใดก็อย่างใด แต่จะให้ฉลาดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้ เพราะบารมีธรรมกำลังสร้างสม
• กล่าวถึงท่่านที่เป็นพระพุทธเจ้า ท่าน
สร้างบารมีธรรมของท่านมาอย่างบริบูรณ์แล้ว
ท่านสร้างสมมามากชาติมากภพแล้ว บัดนี้ถึง
คราวที่จะตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พระองค์ก็
มาเกิดเป็นมนุษย์อย่างเรานี้ ครั้งถึงกำหนด
เวลา มีความปรารถนาจะเห็นธรรม ก็ต้อง
ออกไปทำความเพียรทางใจ สุดท้ายก็เห็นธรรม
ด้วยพระองค์เอง คือเห็นกายธรรมอย่างนี้
แต่กายธรรมของพระองค์บอกปิฎกได้อย่าง
ครบถ้วน เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ? ที่เป็น
เช่นนี้ ก็เพราะได้สร้างบารมีมาแล้วหลายภพ
หลายชาติ จนดวงบารมีของพระองค์เข้า
กฎเกณฑ์ นั่นเอง •
ขอเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่ง เช่น เราเพิ่มเข้ารับราชการจะเลื่อนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเลยนั้นกระทำมิได้ ต้องไปเป็นเสมียนก่อน เลื่อนมาเป็นปลัดอำเภอ เลื่อนมาเป็นนายอำเภอ เลื่อนมาเป็นปลัดจังหวัด เลื่อนมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อไปจึงจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ จึงจะมีคามรอบรู้บริหารราชการได้ นั่นคือต้องสร้างบารมีมาเป็นลำดับ นั่นเอง งานของทางราชการก็คือความรอบรู้กฎหมาย รอบรู้ระบบการบริหาร ตามที่บ้านเมืองต้องการ ในทางธรรมก็คือความรอบรู้ธรรมน้อยใหญ่ตามที่พระพุทธเจ้าในอดีตต้องการ
• สรุปว่า การประชุมปิฎกนั้น กระทำ
ได้ด้วยกายธรรม แต่ความสามารถของกาย
ธรรมนั้น มีความสำคัญต่างกันตั้งแต่กายธรรมเล็ก
ไปถึงกายธรรมใหญ่ •
อ่านเพิ่มเติมใน >>> หนังสือมรรคผลพิสดาร 2 หน้า 157
