บทที่ ๑๒
อันเนื่องมาจากคำสวดอาราธนาพระพุทธเจ้า
ก. พระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้ามีหลายระดับ ข้อที่พิสูจน์ว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็คือ “บรรลุธรรมกาย” ถ้าสามารถบรรลุโดยลำพังพระองค์เอง ไม่มีใครชี้แนะ ไม่มีครูอาจารย์ เรียกว่า “สัพพัญญูพุทธเจ้า” ทำหน้าที่เป็นเจ้าของศาสนา และอบรมสั่งสอนพุทธบริษัท
“อนุพุทธเจ้า” ได้แก่ ผู้เป็นธรรมกาย โดยจำเริญตามรอยยุคลบาทของพระองค์
“ปัจเจกพุทธเจ้า” ได้แก่ ผู้เป็นธรรมกายแล้ว ไม่ได้สอนใคร ปฏิบัติเฉพาะตนเท่านั้น
“สาวกพุทธเจ้า” ได้แก่ ผู้เป็นธรรมกาย จากการสอนของพระองค์ ยังแบ่งเป็น อัครสาวก อสีติสาวก คือ เป็นพระเถระสำคัญ ช่วยงานปกครอง ช่วยงานสอน ช่วยงานจำวิชา อย่างพระโมคคัลลานะและสารีบุตร ก็ทำหน้าที่เป็นอัครสาวก และพระอานนท์ ช่วยงานจำวิชาและทำหน้าที่เป็นอุปัฏฐาก เป็นต้น
สุตพุทธเจ้า และ พหูสูตรพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าอีกระดับหนึ่ง เกิดจากการได้ยินมากได้ฟังมาก จำคำสอนได้แตกฉานบริบูรณ์ เป็นพระไตรปิฎกแห่งคำสอน จัดเป็นพระพุทธเจ้าอีกระดับหนึ่งจำบทเรียนได้มาก จำหลักสูตรได้มาก จำเนื้อหาสาระได้มาก ผู้ทรงไว้ซึ่งปิฎกแท้ เป็นพหูสูตทางทฤษฎี การจะเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ว่าประเภทใด การจะเป็น อัครสาวก อสีติสาวก พุทธบิดา พุทธมารดา และอุปัฏฐาก ต้องสร้างบารมีให้เต็มส่วน และอธิษฐานไว้ในบารมีนั้น ว่าเราจะเป็นอะไร ต่อเมื่อบารมีเต็มส่วน จึงเป็นได้ตามปรารถนานั้น หากไม่ได้อธิษฐานไว้ในบารมี และไม่ได้สร้างบารมีให้เต็มส่วนจะเกิดเป็นตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้เลย
ข. พระพุทธเจ้าสามกาล
พระพุทธเจ้าในอดีต หมายความว่า ตรัสรู้ไปแล้วศาสนาที่พระองค์รับผิดชอบนั้น เสร็จสิ้นไปแล้ว มีจำนวนมากน้อยเท่าไร นับไม่ถ้วน คำนวณด้วยรู้และญาณของธรรมกาย ก็คำนวณไม่ถ้วน อุปมาว่ามากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทร
พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน หมายความว่า องค์ที่เป็นเจ้าของศาสนาปัจจุบัน ภารกิจศาสนาของพระองค์ยังดำเนินอยู่ ยังต้องรับผิดชอบอยู่ อายุความศาสนาของพระองค์ยังไม่สิ้นสุด ต่อเมื่อไม่มีพระสงฆ์สืบต่อ คือ ไม่มีพระสงฆ์บวชเพื่อทรงไว้ซึ่งคำสอน และพุทธบริษัทไม่ทราบคำสอน ไม่มีการปฏิบัติตามคำสอน ก็แปลว่า ศาสนาของพระองค์สิ้นสุดแล้ว
พระพุทธเจ้าในอนาคต หมายความว่า องค์ที่จะมาตรัสรู้องค์ต่อไป ขณะนี้กำลังสร้างบารมีอยู่ เช่น กำลังบวชเป็นพระสงฆ์เพิ่มพูนบารมีศีล เพื่อให้บารมีเต็มส่วน ๓๐ ทัศ เรียกว่า โพธิสัตว์ แปลว่าผู้จะได้ตรัสรู้ต่อไปในวันหน้า ดังนี้เป็นต้น
พระพุทธเจ้าทั้งสามกาลนี้ มีหน้าที่และภารกิจต่างกัน พระพุทธเจ้าในอดีตมีหน้าที่อย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าในปัจจุบันก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง และพระพุทธเจ้าในอนาคต ก็มีหน้าที่เฉพาะของภาคอนาคต
ค. จำนวนของพระพุทธเจ้า
– พระพุทธเจ้าที่เข้าอายตนะนิพพานไปแล้ว มีจำนวนเท่าไร ประมาณไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าที่มีภารกิจต้องทำงานในปัจจุบันนับจำนวนไม่ถ้วนเหมือนกัน และที่จะมีต่อไปในอนาคต ยิ่งประมาณไม่ได้ทีเดียว หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่า พระพุทธเจ้าในอดีต คือ ที่ตรัสรู้ล่วงไปแล้วในอดีต มีจำนวนมากกว่าเม็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้ง ๔ ถามว่ามากกว่าจำนวนเท่าไร ตอบว่าจะนับจะประมาณมิได้ คือมากยิ่งกว่ามาก
– พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน และที่จะมีต่อไปในอนาคต ล้วนแต่มีจำนวนจะนับและจะประมาณมิได้ทั้งนั้น แปลว่า มากมายเหลือคณานับ ถ้าจะนับก็นับไม่ถ้วน และจะคำนวณก็คำนวณไม่ถูกอีกเหมือนกัน
– คำว่า “มากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔” เป็นคำเปรียบเทียบว่ามีจำนวนมากมายยิ่งนัก มากกว่าเม็ดทรายในท้องสมุทรถึง ๔ มหาสมุทร และ “มากกว่า” เท่าไร เราก็หมดปัญญาที่จะคำนวณ อย่าว่าแต่มหาสมุทร ลองหยิบทรายมาเพียงกำมือเดียว เราก็หมดปัญญาคำนวณแล้วว่ามีกี่เม็ดมหาสมุทรทั้ง ๔ นั้น หมายถึง มหาสมุทรใด สมมุติว่า เราเอามหาสมุทรในโลกมนุษย์ตามความรู้ภูมิศาสตร์ คือ มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิค มหาสมุทรแอตแลนติค และมหาสมุทรแอนตาคติค โดยนับจำนวนเม็ดทรายทั้ง ๔ มหาสมุทรเหล่านี้มารวมกันเข้า จะได้จำนวนสักปานใด และถ้าเราไปหมายเอามหาสมุทรรอบเขาพระสุมรุที่ชื่อว่ามหาสมุทร “สีทันดร” ซึ่งเป็นมหาสมุทรของจักรวาลเพียง ๔ จักรวาล จำนวนเม็ดทรายจะมากมายอย่างประมาณมิได้ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ และถ้าเราไปหมายถึงมหาสมุทรที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุ ๔ มหาสมุทร จำนวนเม็ดทรายจะยิ่งมากขึ้นอีกหลายเท่าทวีคูณทีเดียว ดังนั้น จึงขอยุติว่า มหาสมุทรอะไรก็ได้ยกมา ๔ มหาสมุทร เป็นข้อเปรียบเทียบว่า มากจนกระทั่งนับไม่ถ้วน นับไม่ถูก ประมาณก็ไม่ได้
จึงเป็นข้อเตือนใจเราว่า พระพุทธเจ้าได้เข้าอายตนะนิพพานไปแล้ว มากมายขนาดไหน แล้วเราเล่า ได้อะไรไปแค่ไหนแล้ว พระองค์เป็นธรรมกายไปมากต่อมากแล้ว ศาสตร์ว่าด้วยวิชา ธรรมกาย อันเป็นวิชาของผู้เป็นธรรมกายเท่านั้น ที่เรียนรู้ได้ พระองค์ก็เรียนรู้จนเจนจบ และส่งผลให้พระองค์เข้อายตนะนิพพานไปแล้ว ไม่ทราบว่าเท่าไรต่อเท่าไร แล้วตัวเราเล่า ไปอยู่ที่ไหน ทำไมไม่เรียนอย่างพระองค์บ้าง จะได้เข้าอายตนะนิพพานอย่างพระองค์บ้าง คงจะไปโลเลเหลวไหลในชาติใด เพิ่งจะมาเจอธรรมกายในชาตินี้ เมื่อเจอแล้ว พบแล้ว ไม่ควรปล่อยให้โอกาสผ่านไป ควรเร่งสร้างบุญสร้างบารมีก้อนใหญ่ ด้วยการเรียนวิชาธรรมกายให้แตกฉาน แม้จะยังเข้าอายตนะนิพพานไม่ได้ในชาตินี้ แต่ก็ได้กอบโกยบารมีด้วยการเรียนวิชาธรรมกายไปไม่น้อย
หากคิดได้ดังนี้ ความคิดของเราดูจะเข้าท่าเหมือนกัน
ง. พระนพโลกุตรธรรมเจ้า ๙ ประการ
หมายถึง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ รวมกันเป็น ๙
โปรดดูชื่อธรรมกาย จัดเป็นคู่ แถวซ้ายเป็นมรรค แถวขวาเป็นผล
๑. ธรรมกายพระโสดามรรค ๒. ธรรมกายพระโสดาผล
๓. ธรรมกายพระสกิทาคามีมรรค ๔. ธรรมกายพระสกิทาคามีผล
๕. ธรรมกายพระอนาคามีมรรค ๖. ธรรมกายพระอนาคามีผล
๗. ธรรมกายพระอรหัตตมรรค ๘. ธรรมหายพระอรหัตตผล
การละสังโยชน์มีเป็นขั้นๆ ซึ่งจะได้กล่าวในบทต่อไป ซึ่งการละสังโยชน์นั้นก็คือ การละกิเลสตั้งแต่กิเลสขั้นหยาบจนถึงกิเลสละเอียด (อนุสัย) เมื่อละระดับเบื้องต้นได้ ก็เลื่อนความเป็น“อริยะ” ในลำดับต่อไป เช่น พระโสดามรรคเลื่อนเป็นพระโสดาผล และพระโสดาผลเลื่อนเป็นพระสกิทาคามีมรรค ในที่สุดเลื่อนเป็นอรหัตตผล และพระอรหัตตผลตรัสรู้ความแจ้งของนิพพานอย่างละเอียดลอออีกครั้งหนึ่ง พร้อมที่จะเข้านิพพานทุกเมื่อ โดยธรรมกายของพระองค์เต็มส่วนอยู่เรื่อยรัศมีธรรมกายจรัสอยู่เรื่อย การหยุดการนิ่งคือ นิโรธ ทำได้ละเอียดยิ่งขึ้น เรียกธรรมกายพระอรหัตตผลที่พร้อมเข้านิพพานว่า “นิพพาน ๑” คือ ละสังโยชน์กันมาเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสหลุดพ้นแล้วก็เข้านิพพาน
ในการอาราธนาจะอาราธนาเพียงมรรค ๔ ผล ๔ เท่านั้นไม่ได้ จะต้องอาราธนานิพพาน ๑ ด้วย
จ. พระอริยสงฆ์กับสมมุติสงฆ์
พระอริยสงฆ์ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ ตามที่กล่าวแล้ว ส่วนสมมุติสงฆ์ ได้แก่ ภิกษุศีล ๒๒๗ ที่บวชสืบพระพุทธศาสนา ได้แก่ ภิกษุสงฆ์ทุกวันนี้
ฉ. ทวาร ๖
ทวาร แปลว่า ประตู คือ ประตูรับอารมณ์ ได้แก่
๑. จักขุทวาร
ได้แก่ ตา ศูนย์ของการมองเห็น อยู่กลางตาดำของตา ๒ ข้าง มีสัณฐานเท่าศีรษะเหา ลักษณะกลมขาวใส
๒. โสตทวาร
ได้แก่ หู ศูนย์การฟัง ขดเป็นวงอยู่ในช่องหู มีสัณฐานเล็กเท่าปลายเข็ม
๓. ฆานทวาร
ได้แก่ จมูก ศูนย์การรับกลิ่น อยู่ท่านกลางจมูก มีสัณฐานคล้ายเท้าแพะ
๔. ชิวหาทวาร
ได้แก่ ลิ้น ปลายลิ้นรู้รสหวาน หน้าลิ้นรู้รสเค็ม หลังของลิ้นรู้รสเปรี้ยว โคนลิ้นรู้รสขม
๕. กายทวาร
ได้แก่ สรีระ มีสัณฐานกลมคล้ายดอกบัว ขาวและใส อยู่ทั่วทุกขุมขน ทั่วร่างกาย
๖. มโนทวาร
ได้แก่ ใจ มีสัณฐานขาวใสและกลม อยู่กลางเนื้อหัวใจ
การอาราธนาพระพุทธเจ้า ให้เข้ามาบังเกิดในทวารทั้ง ๖ ก็เพื่อ
พระองค์จะได้มาเดินสมาบัติด้วยธรรมกายของพระองค์ โดยย่อ
ธรรมกายให้เล็กลง แล้วเดินสมาบัติที่ศูนย์กลางของ “แก้ว”
ทวารเหล่านั้น เพื่อให้เกิดความสะอาด
แก้วทวารคือ ศูนย์กำเนิดแห่งทวาร ถูกปนเป็นด้วยอารมณ์ที่ไม่สะอาด เพราะรับอารมณ์ร้อยแปดนั้นเอง
ศูนย์กำเนิดของทวารเป็นจุดเล็กๆ เหตุใดธรรมกายของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีขนาดหน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา จึงเข้าไปทำสมาบัติได้ เราเคยได้ยินมาแล้วว่า พระพุทธองค์เข้าไปเดินสมาบัติในเมล็ดพันธุ์ผักกาด และเม็ดกรวดทรายได้ เรื่องนี้เราต่างได้ยินได้ฟังมาแล้ว ธรรมกายของพระพุทธเจ้าทำให้เล็กได้ใหญ่ได้ตามความต้องการ อันนี้เป็นพุทธานุภาพ แม้ตัวเราเองก็พอทำได้ ลองหาเม็ดกรวดมาก้อนหนึ่งแต่แรกพึงตั้งข้อสังเกตไว้ว่า กรวดหรือเม็ดทรายนี้ ไม่ขาวและไม่ใสเท่าที่ควร จากนั้น ให้หาภาชนะปิดเม็ดกรวดทรายนี้ ไม่ต้องเปิดดู ลองอาราธนาธรรมกายของท่านเข้าไปทำ สมาบัติสัก ๑๕ วัน แล้วเปิดดูเม็ดกรวดหรือทรายนั้นใหม่ ท่านจะเห็นว่ามีความใสมากกว่าเดิมทีเดียว
เมื่อศูนย์กำเนิดของทวารสะอาดแล้ว พระพุทธองค์มาอาศัย
อยู่ชั่วคราวได้ เสมือนหนึ่งเป็นนิพพานชั่วคราว มาช่วยแก้ไขให้ทวาร
เกิดอารมณ์ทางธรรม ตามความรู้ของพระองค์ เราต้องพึ่งพระองค์
ถ้าไม่พึ่ง เราจะเป็นธรรมกายได้อย่างไร
พระพุทธองค์เสด็จมาทำงานให้เรา ไม่ใช่ที่ทวารทั้ง ๖ เท่านั้น มาที่ศูนย์กลางกายด้วย และไม่ใช่เฉพาะกายมนุษย์เท่านั้น มาทำธุระเปิดรู้เปิดญาณให้ทั้ง ๑๘ กาย รวมทั้งกายละเอียด เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ฯลฯ ด้วยดังนั้น การอาราธนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้เราผู้เป็นเกจิก็ต้องอาราธนา ฝึกคนเดียวก็อาราธนา ฝึกหมู่ก็อาราธนา ให้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเราฝึกโดยไม่อาราธนาพระพุทธเจ้า และไม่กล่าวขมาโทษมักจะมีความขลุกขลักไม่อะไรก็อะไรเสมอ
ช. บารมี ๑๐ ทัศ
คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี เรียกว่า บารมี ๑๐ ทัศ บารมีเหล่านี้ กลั่นตัวเป็นบารมีละเอียด เรียกว่า อุปบารมี ๑๐ ทัศ และอุปบารมีนี้กลั่นตัวละเอียดลงไปอีก เรียกปรมัตถบารมี ๑๐ ทัศ นับรวมบารมีหยาบ บารมีละเอียด และบารมีละเอียดยิ่ง เป็นบารมี ๓๐ ทัศ บารมีเหล่านี้ อยู่ที่ “กลาง” ของดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ของกายทุกกาย
รายละเอียดจะได้พูดในบทอื่น เรามาพุดกันว่า บัดนี้เราจะเรียนให้ได้มรรคผล จะได้แค่ไหนก็สุดแต่วาสนาบารมีและความตั้งใจจริงเป็นสำคัญ เราจำเป็นต้องเอาบุญทุนเก่าของเราใช้เนื่องหนุนให้เราได้รับความสำเร็จ เปรียบเสมือนว่าบารมีก็คือเงิน ถ้าเราไม่มีเงิน เราทำอะไรไม่ได้
ซ. การขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัย
ความรู้นี้แยบยลมาก เพราะเราไม่ทราบว่าเราเวียนเกิดเวียนตายมากี่ชาติ ประพฤติดีประพฤติร้ายอย่างไร เราก็ไม่ทราบ เพราะเรายังทำวิชาระลึกชาติไม่ได้ อาจมีการผิดพลาดล่วงเกินต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไว้อย่างไร แต่เมื่อไร เราก็ไม่ทราบ สมมุติว่าเราได้ล่วงเกินไว้ จัดเป็นบาปสำคัญ เมื่อกล่าวขมาโทษแล้ว เราก็หมดโทษ ประหนึ่งพระสงฆ์ปลงอาบัติทีเดียว
สรุปอันมาจากคำสวด
เนื้อหาของคำสวด
ล้วนเป็นสาระ มีความบริบูรณ์ และไพเราะ
ความหมายของคำสวด
มีความหมายครบถ้วนอยู่ในตัว มีคำแปลประกอบคำบาลีด้วย
ทำนองสวด
มีทำนองเฉพาะ ต้องเคยฟัง และเว้นวรรคตอนให้ถูก
ความหมายบางตอนของคำสวด
อย่างเช่นตั้งนโม ๓ ครั้ง มีความหมายอย่างไร การกล่าวขมาโทษ มีความมุ่งหมายอะไร ถ้าอธิบายขณะสวดอย่างย่นย่อที่สุด ก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความเข้าใจ อันนี้ขึ้นอยู่กับความเฉลียวฉลาด ของผู้สอนว่าทำอย่างไร เพียงไร จะบอกกันก็ยาก
จะสวดอย่างไรจึงจะถูกพระรัตนตรัย
ต้องจรดใจถูกดวงธรรม และนิ่งกลางดวงธรรมให้ใจถูก “กลาง” ตามที่กล่าวไว้แล้ว วาจากล่าวคำสวด แต่ใจต้องนิ่งและแน่นไว้ หากไม่เป็นไปตามแนวนี้ ก็เข้าทำนองเก่า คือ ว่ากันเปิดเปิงไป
ที่ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กำจัดทุกข์ โรค ภัย นั้นคืออย่างไร
คำสวดที่ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า” กำจัดทุกข์
คำสวดที่ว่า “พระธรรม” กำจัดภัย
คำสวดที่ว่า “พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี” กำจัดโรค
นั้นคืออย่างไร
พระผู้มีพระภาคเจ้า หมายถึง ธรรมกาย ธรรมกายเป็นพุทธรัตนะ
พระธรรม หมายถึง ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย ได้แก่ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ ธรรมรัตนะ
พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี หมายถึง พระสงฆ์ที่ปฏิบัติบรรลุธรรมกาย ธรรมกายของท่านกำจัดโรคได้ ที่ว่าปฏิบัติดีก็ต้องแตกฉานในธรรมกาย ถึงขั้นทำวิชาอาสวักขยญาณได้ อีกนัยหนึ่ง หมายถึง ใจจิตวิญญาณของธรรมกาย ใจจิตและวิญญาณของธรรมกาย กำจัดโรคได้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าหมายถึง กายมนุษย์ของพระองค์ กายมนุษย์ของพระองค์รู้ธรรม เห็นธรรม ก็เพราะธรรมกายในท้องของพระองค์บอกและแจกแจงให้ ธรรมกายของพระองค์กำจัดทุกข์ได้ อันนี้เป็นอานุภาพ
พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว หมายถึงธรรม คือ คำสอนต่างๆ ธรรมกายของพระองค์เป็นผู้บอก กายมนุษย์นำมาเล่าต่อ และธรรมคือคำสอนมาจากไหน มาจากดวงธรรมในท้องของพระองค์ ดวงธรรมดวงนี้กำจัดภัยได้ เป็นธรรมานุภาพ และถ้าไปหมายเอาว่า ใครปฏิบัติตามคำสอนคือ ธรรม ผู้นั้นย่อมพ้นภัย จะหมายเอาอย่างนี้ ก็น่าฟัง
มาดูเรื่องพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี อีกแนวหนึ่ง ถ้าเราหมายเอาว่า พระสงฆ์ที่บรรลุธรรมกาย จนจัดเข้าเป็นมรรค ๔ ผล ๔ เรียกอริยสงฆ์ อย่างนี้มีฤทธิ์แน่ กำจัดโรคได้แน่นอน แต่ที่จริงแล้วมรรค ๔ ผล ๔ แก่กล้ากว่าอริยบุคคล ๘ เพราะมรรค ๔ ผล ๔ ถึงหลักชัยแล้ว แต่อริยบุคคล ๘ กำลังเดินทางไปสู่ เสร็จกิจแล้วจึงเป็นมรรค ๔ ผล ๔ ความต่างกันมีนิดเดียว ต่างก็มีฤทธิ์ที่จะกำจัดโรคได้ทั้งนั้น ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบอะไรมากมายนัก จะว่าเป็นอย่างเดียวกันก็ได้
มาดู “พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี” ที่ว่า “ดี” นั้นดีแค่ไหนและดีอย่างไร จึงจะมีอานุภาพกำจัดโรค ข้อนี้ เราเอาพระสงฆ์ศีล ๒๒๗ จะขึ้นชื่อว่า “ปฏิบัติดี” ก็ต้องทำนิพพานให้แจ้ง
การจะแจ้งซึ่งนิพพาน ก็จะต้องบรรลุธรรมกาย บรรลุขนาดไหน
จึงจะแจ้งนิพพาน ตอบว่า ละสังโยชน์ได้มากๆ ถ้าละสังโยชน์ได้
แปลว่า ทำวิชาอาสวักขยญาณได้ ละได้มากเข้าระดับใด ก็เป็นอริยะ
ระดับนั้น จนเข้าถึงขั้นมรรค ๔ ผล ๔
ปฏิบัติดีเกณฑ์ใด ก็กำจัดโรคได้ระดับนั้น
ปฏิบัติดีเกณฑ์สูง ก็กำจัดโรคภัยอันตรายได้
หลักจะเป็นอย่างนี้
อย่าทิ้งหลัก ยึดหลักให้มั่น
เก่งมากก็แก้โรคยากๆ ได้
เก่งน้อย ก็เพียงแก้ปวดหัวตัวร้อน
วิชามีอ่อน มีแก่ มีหยาบ มีละเอียด
โรค ก็มีโรคธรรมดา โรคอันตราย
ความรู้ที่จะนำไปกำจัด ก็ต้องเป็นความรู้ธรรมดา หรือความรู้ชั้นสูง
แต่ไม่หมายเอาว่า พระสงฆ์ท่านเอาไปผ่าตัด เอาไปฉีดยา เอาไปกินยา
ธรรมกายของท่านต่างหากที่มีอานุภาพกำจัดโรคได้ ถ้าเราเข้าถึง “ธรรมกายระดับนั้น”
เข้าถึงธรรมกายเบื้องต้น สามารถกำจัดโรคเล็กๆ น้อยๆ ได้
หากเข้าถึงธรรมกายขั้นแก่กล้า ก็สามารถกำจัดโรคอันตรายได้
แต่ถ้าเป็นโรคมาก เข้าถึงธรรมกายเพียงเบื้องต้นอย่างนี้แก้ไม่ได้
ถามว่า ธรรมกายของพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีนั้น ทำอย่างไร โรคจึงหาย
เป็นความรู้ของธรรมกายท่าน ที่เรียกว่า วิชาอาสวักขยญาณ เรียนไปแล้วจะเข้าใจเอง
เรียนตื้นๆ ก็แก้ได้ตื้น
เรียนลึก ก็แก้ได้ลึกซึ้ง
พระพุทธ หมายเอา ธรรมกาย
พระธรรม หมายเอา ดวงธรรมของธรรมกาย
พระสงฆ์ หมายเอา เห็น จำ คิด รู้ ของธรรมกาย หรือ ใจ จิต วิญญาณ ของธรรมกาย
สรุปแล้ว ธรรมกายกำจัดทุกข์ กำจัดภัย กำจัดโรค ได้จริง
เหตุใดจึงว่า ธรรมกายกำจัดทุกข์ กำจัดภัย กำจัดโรค ได้จริง
ตอบว่า ธรรมกายเท่านั้น เป็นผู้เห็นทุกข์ เห็นสมุทัย ทำนิโรธ และเห็นมรรค
ทุกข์ คือ ความทุกข์ร้อนที่เราได้รับนั้นเป็นผล สมุทัย เป็นเหตุ คือ ถ้ามีทุกข์แล้วจะต้องมีสมุทัยเสมอ เป็นของคู่กัน และถ้าไม่มีทุกข์ สมุทัยก็ไม่มี จะมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
นิโรธ แปลว่า หยุด แปลว่า นิ่ง เมื่อหยุดแล้วเกิด “ดวงใส” และดวงใสนี้คือ ตัวนิโรธ ดวงใสนี้เป็นตัวกำจัดทุกข์ กำจัดสมุทัย ผู้ทำนิโรธได้คือ ธรรมกาย ดังนั้น ธรรมกายคือ ผู้ดับทุกข์และดับสมุทัย แล้วโรคภัยจะมาจากไหน
ฌ. พระพุทธเจ้ามาบังเกิดในทวารได้อย่างไร
พระพุทธเจ้าเป็นธรรมกายอยู่ในอายตนะนิพพานสุดที่จะนับได้ เมื่อได้ยินอาราธนา โดยที่ผู้อาราธนาจรดใจถูกศูนย์กลางกาย เสียงก้องจะดังไปถึงพระองค์ ถ้าใจไม่หยุดถูกศูนย์กลางกายพระองค์จะไม่ได้ยิน
การได้ยินของพระองค์ เสมือนเปิดคลื่นวิทยุ ถ้าถูกคลื่น จึงได้ยินเสียง ถ้าผิดคลื่น จะไม่มีเสียง
เมื่อได้ยินแล้ว พระองค์ก็ถอนถอยธรรมกายละเอียดของพระองค์ ย่อให้เล็กแล้วเข้าดวงธรรมของธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียดของผู้ปฏิบัติ โดยเข้าดวงวิมุตติญาณทัสสนะของผู้ปฏิบัติ แล้วมาที่
ดวงวิมุตติ
ดวงปัญญา
ดวงสมาธิ
ดวงศีล
ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
แล้วเข้ามาในธรรมกายพระอรหัตต์หยาบของผู้ปฏิบัติ
ถอยหลังเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงกายมนุษย์หยาบ เข้าไปสู่ในทวารทั้ง ๖ ของผู้ปฏิบัติ ทำวิชาทุกอย่างให้ผู้ปฏิบัติเห็นธรรม ตามความรู้ของพระองค์
ความจริงพระองค์เสด็จไปอยู่ไม่เฉพาะทวารทั้ง ๖ เท่านั้น ยังไปอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ดวงใจ ดวงจิต ดวงวิญญาณ ของเราอย่างมากมาย แต่เราไม่เห็น เพราะรู้และญาณเรายังใช้การไม่ได้ สำหรับท่านที่เป็นธรรมกายระดับแก่กล้าแล้ว จะเห็นและทราบว่าพระองค์เสด็จมาอย่างไร โดยวิธีใด และมาทำอะไร
ดังนั้น คำสวดนี้สำคัญมาก วันหนึ่งต้องสวดอย่างน้อย ๒ ครั้ง
คือ ก่อนเข้านอน และตื่นนอนใหม่ๆ ขยันทำให้มากและท่องให้จำได้
เป็นบทสวดที่วิเศษกว่าอะไรทั้งหลาย แม้ว่าไม่เป็นธรรมกาย
ก็ให้อานิสงส์อยู่เย็น เป็นสุข มั่งมีศรีสุข เป็นอัศจรรย์
อ่านเพิ่มเติมใน >>> หนังสือวิธีสอนและเทคนิควิธีฝึกให้เป็นธรรมกาย บทที่ 12 หน้า 101
