อธิบายเนื้อหาของ “สมถะ”
เราต้องรู้ความเป็นไปความเป็นมาของหลักสูตรก่อนว่า มีที่มาอย่างไร ? นั่นคือค้นได้จากเทศน์ของหลวงพ่อ เป็นความรู้สำคัญ ! จึงขอคัดลอกมาดังนี้
คำสอนข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ คือการทำใจให้สว่างใสนั้น จะต้องเรียนความรู้ถึง ๒ หลักสูตร คือหลักสูตรสมถะและหลักสูตรวิปัสสนา ดังมีบาลีแสดงไว้ว่า
เทฺว เม ภิกฺขเว วิชฺชาภาคิยา
(ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย วิชชามี ๒ อย่าง)
กตเม เทฺว
(๒ อย่างนั้น ได้แก่อะไรบ้าง)
สมโถ จ วิปสฺสนา จ
(สมถะ แปลว่า ความสงบระงับ ๑ และวิปัสสนา แปลว่า ความเห็นแจ้ง ๑ )
สมโถ ภาวิโต กิมตฺถมนุโภติ
(สมถะ เป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร)
จิตฺตํ ภาวิยติ
(ต้องการให้จิตเป็นขึ้น)
จิตฺตํ ภาวิตํ กิมตฺถมนุโภติ
(จิตเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร)
โย ราโค โส ปหียติ
(ความกำหนัดยินดีอันใดที่มีอยู่ในใจ ความกำหนัดยินดีอันนั้นหมดไป ด้วยสมถะ ความสงบระงับนั้น)
วิปสฺสนา ภาวิตา กิมตฺถมนุโภติ
(วิปัสสนาเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร)
ปญฺญา ภาวิยติ
(ต้องการทำปัญญาให้เป็นขึ้น)
ปญฺญา ภาวิตา กิมตฺถมนุโภติ
(ปัญญาเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร)
ยา อวิชฺชา สา ปหียติ
(ความไม่รู้จริงอันใดที่มีอยู่ในใจ ความไม่รู้จริงอันนั้นหมดไป ด้วยวิปัสสนา ความเห็นแจ้ง)
นี่คือที่มาของคำว่า “สมถะ” และคำว่า “วิปัสสนา” คำแปลเป็นไทย ได้ทำวงเล็บไว้แล้ว
ความหมายของคำในทางปฏิบัติ
สมถะ แปลว่า ใจหยุด ใจนิ่ง
วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง
สมถะเป็นหลักสูตรเบื้องต้น ส่วนวิปัสสนาเป็นหลักสูตรชั้นสูง ถ้าเรียนสมถะไม่ได้ ก็หมดหวังในหลักสูตรวิปัสสนา
กล่าวถึงการเรียนหลักสูตรสมถะ ถ้ากำหนดนิมิตไม่ได้ แปลว่า เรียนไม่ได้ คือทำอะไรไม่ได้เลย คำบาลีที่ว่า จิตฺตํ ภาวิยติ ซึ่งแปลว่า ต้องทำจิตให้เป็นขึ้น มีความหมายอย่างไร ? หมายความว่าต้องทำนิมิตให้เกิดขึ้นได้ พอนึกก็เห็นได้โดยใจ เขากำหนดให้ทำกสิณ ๑๐ อย่าง เราก็ต้องทำได้ คือกำหนดนิมิตได้ จึงจะหมายถึงว่าจิตทำเป็นแล้ว
สมถะ แปลว่า ใจหยุด ใจนิ่ง หมายความว่า ใจไม่รับอารมณ์ที่เป็นกิเลส ถ้าใจยังคิด ยังนึก แปลว่าใจยังไม่หยุด
“หยุด” หมายความว่า หยุดคือหยุดนึก แล้วใจจะรวมเป็น “หนึ่ง” เหมือนรถยนต์เบรค ภาวะเช่นนี้แสดงว่าใจเริ่มใสแล้ว แล้วสภาพใจจะราบเรียบ ไม่เป็นคลื่น ไม่เป็นลูกคลื่น สภาพใจจะนิ่ง เหมือนน้ำนิ่งไม่มีกระแสลมสัมผัส ช่วงนี้เองจะกำหนดนิมิตได้ เกิดอุคคหนิมิตเป็นดวงใส ต่อจากสสภาพใจจะใสขึ้นเองเป็นอัตโนมัติ นึกขยายดวงใสให้เล็กก็ได้ขยายให้ใหญ่ก็ได้ แปลว่าทำปฏิภาคนิมิตได้แล้ว
• ความยากอยู่ที่ทำนิมิตเท่านั้น ถ้าทำ
นิมิตไม่ได้ ก็เข้าจุดเริ่มต้นของสมถะไม่ได้
ดังนั้น ครูผู้ฝึกต้องมีเทคนิควิธีหลายอย่าง
ต้องเรียนรู้กันมาก การฝึกทางใจไม่วาที่ใด ?
ล้มเหลวทั้งนั้น ! แปลว่า ครูผู้ฝึกเรียนรู้มาน้อย
ไม่เหมาะแก่การเป็นครู •
สมถะและวิปัสสนาในทางปฏิบัติ
ในการปฏบัตินั้น ท่านใดเห็นนิมิตแล้ว ดวงนิมิตที่เห็นจะเป็นสื่อให้เห็นดวงธรรมที่แท้จริง คือดวงใสที่ศูนย์กลางกายของเรา ๖ ดวงธรรม กายละ ๖ ดวงธรรม แล้วเห็นกายมนุษยืละเอดียดของตัวเราเอง (กายฝัน) เห็นกายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายพรหมหยาบ (กายรูปพรหมหยาบ) กายพรหมละเอียด (กายรูปพรหมละเอียด) กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด คือเห็นดวงธรรมในกายๆ ละ ๖ ดวงธรรม ตั้งแต่กายมนุษย์ตัวเรา จนมาถึงกายอรูปพรหมละเอียด รวม ๘ กาย นี่คือหลักสูตรสมถะหรือโลกียธรรม
ครั้นมาถึงกายอรูปพรหมละเอียดแล้ว เห็นธรรมมาเป็นลำดับ ก็มาเห็นกายธรรม ตั้งแต่กายธรรมเล็กไปจนถึงกายธรรมใหญ่ คือ กายธรรมโคตรภูหยาบ กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดาหยาบ กายธรรมพระโสดาละเอียด กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด กายธรรมพระอนาคามีหยาบ กายธรรมพระอนาคามีละเอียด กายธรรมพระอรหัตหยาบ กายธรรมพระอรหัตละเอียด รวม ๑๐ กายธรรม เป็นหลักสูตรวิปัสสนาหรือโลกุตรธรรม
• ท่านที่ทำได้เป็นท่านแรกคือหลวงพ่อ
วัดปากน้ำ ในประวัติศาสตร์การเรียน ยังไม่
มีใครทำได้ ! มีหลวงพ่อเท่านั้นที่ทำได้ พวก
เราก็เรียนมาจากหลวงพ่ออีกที ถามต่อไปว่า
จะมีใครอธิบายได้ไหม ? ตอบทันทีว่า ไม่มี
ใครอธิบายได้ หลวงพ่ออธิบายได้เพียงองค์
เดียวเท่านั้น เกจิอาจารย์อื่นที่โด่งดัง ตามที่
เราทราบนั้น อธิบายไม่ได้เลย ! เพราะอะไร
หรือ ? เพราะปฏิบัติไม่ถึงจึงไม่รู้ไม่เห็น เมื่อ
ไม่รู้ไม่เห็น ก็อธิบายไม่ได้ •
เกจิอาจารย์ตั้งแต่อดีตมา อย่างมากก็ทำกสิณได้ ก็ได้เห็นแค่นั้น จะสูงจากนั้นยังไม่มีใครทำได้เลย !
อ่านเพิ่มเติมในหนังสือ >>> วิชชามรรคผลพิสดาร ๒ หน้า ๖๘
